เคล็ดลับในการเพิ่มเนื้อที่ว่างบนไดรฟ์ในพีซีของคุณ

การได้รับข้อความระบุว่าพีซีของคุณเกือบไม่มีเนื้อที่ว่างแล้วอาจเป็นเหตุการณ์ที่น่าตึงเครียดหรือฉุกเฉินจริงๆ ถ้าคุณกำลังดำเนินโครงการที่สำคัญ ข่าวดีก็คือคุณอาจเพิ่มเนื้อที่ว่างจำนวนมากได้โดยใช้เคล็ดลับต่อไปนี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณได้รับข้อความที่ระบุว่าเนื้อที่บนไดรฟ์เหลือน้อยอยู่บ่อยๆ คุณอาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่น ซึ่งรวมถึงการเพิ่มที่เก็บข้อมูลแบบถอดได้

เพื่อให้ได้ประโยชน์จากเคล็ดลับเหล่านี้ให้มากที่สุด ควรทำตามลำดับจากบนลงล่าง

แสดงทั้งหมด

ตรวจสอบเนื้อที่ปัจจุบันในพีซีของคุณ

  1. ปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ การตั้งค่า จากนั้นแตะ เปลี่ยนการตั้งค่าพีซี
    (ถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมล่างขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ขึ้น แล้วคลิก การตั้งค่า จากนั้นคลิก เปลี่ยนการตั้งค่าพีซี)

  2. แตะหรือคลิก พีซีและอุปกรณ์ แล้วแตะหรือคลิก เนื้อที่ดิสก์

  3. ภายใต้ เพิ่มเนื้อที่ว่างบนพีซีนี้ ให้จดจำนวนเนื้อที่ว่างและขนาดทั้งหมด

    เคล็ดลับ

    • คุณสามารถดูขนาดของแอปจาก Windows Store และเลือกว่าจะถอนการติดตั้งหรือไม่ด้วยการแตะหรือคลิก ดูขนาดแอปของฉัน

    • คุณยังสามารถเพิ่มเนื้อที่ว่างได้ด้วยการแตะหรือคลิก ล้างข้อมูลถังรีไซเคิลของฉัน ถ้าคุณมีแฟ้มอยู่ที่นั่น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ ถังรีไซเคิล: คำถามที่ถามบ่อย

หมายเหตุ

  • ถ้าคุณไม่เห็น เนื้อที่ดิสก์ แสดงว่าคุณไม่ได้ทำการปรับปรุงล่าสุดสำหรับ Windows 8.1 และ Windows RT 8.1 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ ติดตั้ง Windows 8.1 Update (KB 2919355)

  • คุณยังสามารถตรวจสอบเนื้อที่ปัจจุบันในพีซีของคุณได้ใน File Explorer โดยค้นหาด้วยคำว่า พีซีเครื่องนี้

ใช้ 'การล้างข้อมูลบนดิสก์'

การล้างข้อมูลในพีซีของคุณเป็นประจำสามารถเพิ่มเนื้อที่ว่างบนไดรฟ์และช่วยให้พีซีทำงานได้ดียิ่งขึ้น วิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการล้างข้อมูลแฟ้มที่คุณไม่ต้องการใช้อีกต่อไปก็คือการใช้ 'การล้างข้อมูลบนดิสก์'

  1. เมื่อต้องการเปิด 'การล้างข้อมูลบนดิสก์' จากเดสก์ท็อป ให้ปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ การตั้งค่า (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมล่างขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ขึ้นด้านบน แล้วคลิก การตั้งค่า) แตะหรือคลิก แผงควบคุม พิมพ์คำว่า เครื่องมือในการดูแล ลงในกล่องค้นหา แล้วแตะหรือคลิก เครื่องมือในการดูแล จากนั้นแตะสองครั้งหรือคลิกสองครั้งที่ การล้างข้อมูลบนดิสก์

  2. ถ้าได้รับการเตือน ให้แตะหรือคลิกไดรฟ์ที่คุณต้องการล้างข้อมูล แล้วแตะหรือคลิก ตกลง

  3. ในกล่องโต้ตอบ การล้างข้อมูลบนดิสก์ ในส่วน 'คำอธิบาย' ให้แตะหรือคลิก ล้างข้อมูลแฟ้มระบบ ต้องการสิทธิระดับผู้ดูแล คุณอาจได้รับข้อความให้ใส่รหัสผ่านของผู้ดูแลหรือยืนยันตัวเลือกของคุณ

  4. ถ้าได้รับการเตือน ให้แตะหรือคลิกไดรฟ์ที่คุณต้องการล้างข้อมูล แล้วแตะหรือคลิก ตกลง

  5. ในกล่องโต้ตอบ การล้างข้อมูลบนดิสก์ บนแท็บ การล้างข้อมูลบนดิสก์ ให้เลือกกล่องกาเครื่องหมายของชนิดแฟ้มที่คุณต้องการลบ แล้วแตะหรือคลิก ตกลง

  6. ในข้อความที่ปรากฏขึ้น ให้แตะหรือคลิก ลบแฟ้ม

  7. กลับไปที่ คอมพิวเตอร์ ใน File Explorer แล้วแตะหรือคลิกไดรฟ์ที่คุณล้างข้อมูลไปแล้ว จากนั้นแตะหรือคลิก รีเฟรช ถ้าคุณต้องการเนื้อที่ว่างเพิ่มขึ้น (ไดรฟ์ยังคงถูกทำเครื่องหมายเป็นสีแดง) ให้ไปที่เคล็ดลับข้อถัดไป

ถอนการติดตั้งเดสก์ท็อปแอปที่คุณไม่ต้องการใช้แล้ว

ถอนการติดตั้งเดสก์ท็อปแอปที่คุณไม่ต้องการใช้แล้วใน 'โปรแกรมและคุณลักษณะ'

  1. เปิด 'โปรแกรมและคุณลักษณะ' ด้วยการปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ ค้นหา (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมบนขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ลงด้านล่าง แล้วคลิก ค้นหา) ใส่คำว่า โปรแกรมและคุณลักษณะ ลงในกล่องค้นหา จากนั้นแตะหรือคลิก โปรแกรมและคุณลักษณะ

  2. แตะหรือคลิกโปรแกรม แล้วแตะหรือคลิก ถอนการติดตั้ง เปลี่ยนแปลง หรือ ซ่อมแซม ต้องการสิทธิระดับผู้ดูแล คุณอาจได้รับข้อความให้ใส่รหัสผ่านของผู้ดูแลหรือยืนยันตัวเลือกของคุณ

ถอนการติดตั้งแอปใน Windows Store ที่คุณไม่ต้องการใช้แล้ว

นอกจากนี้ คุณสามารถถอนการติดตั้งแอปใน Store ที่คุณไม่ต้องการใช้แล้ว

  1. ปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ การตั้งค่า จากนั้นแตะ เปลี่ยนการตั้งค่าพีซี
    (ถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมล่างขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ขึ้น แล้วคลิก การตั้งค่า จากนั้นคลิก เปลี่ยนการตั้งค่าพีซี)

  2. แตะหรือคลิก การค้นหาและแอป แล้วแตะหรือคลิก ขนาดแอป เพื่อดูว่าแต่ละแอปใช้เนื้อที่ไดรฟ์ภายในเครื่องไปเท่าใด

  3. เมื่อคุณพบแอปที่ต้องการถอนการติดตั้งแล้ว ให้แตะหรือคลิกที่แอปนั้น แล้วแตะหรือคลิก ถอนการติดตั้ง

หมายเหตุ

  • การดำเนินการนี้จะถอนการติดตั้งแอปใน Store ออกจากบัญชีผู้ใช้ของคุณ

เก็บถาวรหรือลบแฟ้มที่คุณไม่ได้ใช้งานแล้ว

ถ้าคุณมีรูปถ่าย เพลง วิดีโอ หรือแฟ้มอื่นๆ ที่คุณต้องการเก็บไว้แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพีซีของคุณ ให้พิจารณาการบันทึกไว้ในสื่อแบบถอดได้ เช่น ไดรฟ์ภายนอก, ไดรฟ์ USB, ดีวีดี หรือที่เก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ คุณยังคงสามารถดูแฟ้มดังกล่าวได้ตลอดเวลาที่พีซีของคุณเชื่อมต่อกับสื่อแบบถอดได้หรือที่เก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ โดยที่ไม่ต้องใช้เนื้อที่ในพีซีของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ การคัดลอกหรือย้ายแฟ้มและโฟลเดอร์

  1. เปิดพีซีเครื่องนี้ด้วยการปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ ค้นหา (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมบนขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ลงด้านล่าง แล้วคลิก ค้นหา) ใส่คำว่า พีซีเครื่องนี้ ลงในกล่องค้นหา จากนั้นแตะหรือคลิก พีซีเครื่องนี้

  2. ในกล่อง ค้นหาพีซีเครื่องนี้ ที่ด้านบนขวา ให้ใส่คำว่า ขนาด:ใหญ่

  3. แตะหรือคลิกเมนู มุมมอง แล้วแตะหรือคลิก เรียงลำดับตาม จากนั้นแตะหรือคลิก ขนาด แฟ้มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจะแสดงที่ด้านบนสุด

  4. เมื่อคุณพบแฟ้มที่ต้องการลบแล้ว ให้กดค้างหรือคลิกขวาที่แฟ้มนั้น แล้วแตะหรือคลิก ลบ

ลดขนาดโฟลเดอร์ WinSxS

คำเตือน

  • การลบแฟ้มออกจากโฟลเดอร์ WinSxS หรือลบ WinSxS ทั้งโฟลเดอร์อาจทำความเสียหายอย่างร้ายแรงให้แก่ระบบของคุณ และทำให้ไม่สามารถเริ่มระบบของพีซีหรือปรับปรุงพีซีได้

โฟลเดอร์ WinSxS อยู่ในโฟลเดอร์ Windows ในพีซีของคุณ (ตัวอย่างเช่น C:\Windows\WinSxS) โดยจะเก็บแฟ้มของ Windows Component Store ซึ่งใช้สนับสนุนฟังก์ชันที่จำเป็นในการกำหนดและปรับปรุง Windows คุณสามารถใช้ Task Scheduler เพื่อลดขนาดโฟลเดอร์นี้ได้

  1. ปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ ค้นหา
    (ถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมล่างขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ขึ้น แล้วคลิก ค้นหา)

  2. ใส่คำว่า แผงควบคุม ลงในกล่องค้นหา แล้วแตะหรือคลิก แผงควบคุม

  3. แตะหรือคลิก ระบบและความปลอดภัย แล้วแตะหรือคลิก กำหนดเวลางาน ภายใต้ เครื่องมือในการดูแล

  4. แตะหรือคลิกลูกศรที่อยู่ติดกับ Task Scheduler Library แล้วแตะหรือคลิก Microsoft แตะหรือคลิก Windows จากนั้นแตะหรือคลิก Servicing

  5. แตะหรือคลิก StartComponentCleanup แล้วแตะหรือคลิก Run ภายใต้ Selected item

การทำให้แฟ้มของ OneDrive เป็นแบบออนไลน์เท่านั้น

แฟ้มที่พร้อมใช้งานขณะออฟไลน์จะใช้เนื้อที่ในพีซีมากกว่า นอกจากนี้ OneDrive ยังต้องการเนื้อที่ว่าง 200 เมกะไบต์ในพีซีเพื่อซิงค์แฟ้มของคุณ เมื่อต้องการเพิ่มเนื้อที่ว่าง คุณสามารถทำให้แฟ้มหรือโฟลเดอร์บางรายการเป็นแบบออนไลน์เท่านั้นได้

หมายเหตุ

  • ถ้าคุณเปิดใช้ เข้าถึงแฟ้มทั้งหมดแบบออฟไลน์ อยู่ คุณต้องปิดการตั้งค่านี้ก่อนจึงจะสามารถทำให้แฟ้มเป็นแบบออนไลน์เท่านั้นได้ สำหรับคำแนะนำ ให้ดูที่ การเข้าถึงแฟ้มเมื่อคุณออฟไลน์

  • ถ้าคุณมีการอัปโหลดไปยัง OneDrive ค้างอยู่ คุณจะต้องรอจนกว่าการอัปโหลดนั้นจะแล้วเสร็จจึงจะทำให้แฟ้มเป็นแบบออนไลน์เท่านั้นได้

แสดงทั้งหมด

เมื่อต้องการทำให้แฟ้มเป็นแบบออนไลน์เท่านั้นโดยใช้แอป OneDrive

  1. บนหน้าจอเริ่ม ให้แตะหรือคลิก OneDrive เพื่อเปิดแอป OneDrive

  2. เรียกดูแฟ้มหรือโฟลเดอร์ที่คุณต้องการทำให้เป็นแบบออนไลน์เท่านั้น

  3. ปัดนิ้วลงหรือคลิกขวาที่แฟ้มหรือโฟลเดอร์เพื่อเลือก

  4. แตะหรือคลิก ทำให้เป็นแบบออนไลน์เท่านั้น

    เมื่อต้องการทำให้ OneDrive ทั้งหมดเป็นแบบออนไลน์เท่านั้น ให้ปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมล่างขวาของหน้าจอแล้วย้ายตัวชี้เมาส์ขึ้น) แตะหรือคลิก การตั้งค่า แตะหรือคลิก ตัวเลือก แล้วแตะหรือคลิก ทำให้แฟ้มทั้งหมดเป็นแบบออนไลน์เท่านั้น

เมื่อต้องการทำให้แฟ้มเป็นแบบออนไลน์เท่านั้นโดยใช้ File Explorer

  1. เปิด File Explorer ด้วยการปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ ค้นหา (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมบนขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ลงด้านล่าง แล้วคลิก ค้นหา) ใส่คำว่า File Explorer ลงในกล่องค้นหา จากนั้นแตะหรือคลิก File Explorer

  2. เรียกดูแฟ้มหรือโฟลเดอร์ที่คุณต้องการทำให้เป็นแบบออนไลน์เท่านั้น

  3. กดค้างหรือคลิกขวาที่แฟ้มหรือโฟลเดอร์ แล้วเลือก ทำให้พร้อมใช้งานขณะออนไลน์เท่านั้น

    เมื่อต้องการทำให้ OneDrive ทั้งหมดเป็นแบบออนไลน์เท่านั้น ให้กดค้างหรือคลิกขวาที่ OneDrive แล้วเลือก ทำให้พร้อมใช้งานขณะออนไลน์เท่านั้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความพร้อมใช้งานของแฟ้มต่างๆ ใน OneDrive ให้ดูที่ แฟ้มที่พร้อมใช้งานขณะออนไลน์เท่านั้นและแฟ้มที่พร้อมใช้งานขณะออฟไลน์

ย้ายแฟ้มต่างๆ ใน OneDrive ของคุณไปยังไดรฟ์แบบถอดได้

ซึ่งจะต้องฟอร์แมตไดรฟ์แบบถอดได้ดังกล่าวด้วยระบบแฟ้ม NTFS

เมื่อต้องการตรวจสอบเนื้อที่ดิสก์ที่ใช้งานได้

ก่อนที่คุณจะย้ายแฟ้มต่างๆ ใน OneDrive คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไดรฟ์แบบถอดได้มีเนื้อที่เพียงพอในการจัดเก็บแฟ้มของคุณ ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เปิด File Explorer ด้วยการปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ แล้วแตะ ค้นหา (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมบนขวาของหน้าจอ ย้ายตัวชี้เมาส์ลงด้านล่าง แล้วคลิก ค้นหา) ใส่คำว่า File Explorer ลงในกล่องค้นหา จากนั้นแตะหรือคลิก File Explorer

  2. กดค้างไว้หรือคลิกขวาที่ OneDrive

  3. แตะหรือคลิก คุณสมบัติ แล้วดูจำนวนที่อยู่ถัดจาก ขนาดบนดิสก์

  4. ใน File Explorer ให้แตะหรือคลิก พีซีเครื่องนี้ แล้วดูจำนวนเนื้อที่ว่างบนไดรฟ์แบบถอดได้

เมื่อต้องการย้ายแฟ้มต่างๆ ใน OneDrive ของคุณ

ขั้นแรก คุณจะต้องสร้างโฟลเดอร์ในไดรฟ์แบบถอดได้สำหรับแฟ้มต่างๆ ใน OneDrive ของคุณ หลังจากที่คุณสร้างโฟลเดอร์แล้ว ให้ทำตามขั้นตอนในการย้ายแฟ้มของคุณดังต่อไปนี้

คำเตือน

  • การย้ายแฟ้มต่างๆ ของคุณใน OneDrive จะทำให้การอัปโหลดที่ค้างอยู่ถูกยกเลิก

  1. ใน File Explorer ให้กดค้างหรือคลิกขวาที่ OneDrive

  2. แตะหรือคลิก คุณสมบัติ แล้วแตะหรือคลิกแท็บ ตำแหน่งที่ตั้ง

  3. แตะหรือคลิก ย้าย

  4. เรียกดูไดรฟ์แบบถอดได้ แล้วแตะหรือคลิก เลือกโฟลเดอร์

  5. ในกล่องโต้ตอบ OneDrive คุณสมบัติ ให้แตะหรือคลิก ตกลง

  6. ในกล่องโต้ตอบ ย้ายโฟลเดอร์ ให้แตะหรือคลิก ใช่

    จากนั้นแฟ้มต่างๆ ของคุณใน OneDrive จะถูกย้ายไปยังไดรฟ์ใหม่ คุณสามารถลบตำแหน่งที่ตั้งเดิมใน OneDrive ได้แล้วในขณะนี้

เพิ่มที่เก็บข้อมูล

กลยุทธ์ระยะยาวในการขยายความจุสำหรับที่เก็บข้อมูลของพีซีคือการเพิ่มที่เก็บข้อมูลแบบถอดได้ รวมถึง SD การ์ด, USB แฟลชไดรฟ์, ดีวีดีหรือซีดี หรือใช้ที่เก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์หรือไดรฟ์เครือข่าย

ตัวเลือกของที่เก็บข้อมูลแบบถอดได้:

  • Secure Digital (SD) การ์ด: แบ่งออกเป็นสองสามประเภทด้วยกัน ได้แก่ SD (32.0x24 มม.), miniSD (21.5x20 มม.) และ microSD (15.0x11 มม.) สิ่งสำคัญคือต้องสอบถามผู้ผลิตพีซีของคุณว่าตัวเลือกของ SD การ์ดประเภทใดที่สามารถใช้ได้กับพีซีของคุณ

    เคล็ดลับ

    • ถ้าคุณใช้ Surface คุณสามารถเพิ่มที่เก็บข้อมูลได้ถึง 64 กิกะไบต์เมื่อใช้ microSD การ์ด ในกรณีที่ใช้ Surface RT ตัวอ่าน microSD การ์ดจะอยู่ใต้ขาตั้งทางด้านขวา ในกรณีที่ใช้ Surface Pro ตัวอ่านการ์ดจะอยู่ที่ขอบขวาบริเวณเหนือที่ต่อปลั๊กไฟ

  • ไดรฟ์ USB และไดรฟ์ภายนอก พีซีส่วนใหญ่จะมี USB พอร์ตอย่างน้อยหนึ่งพอร์ตที่คุณสามารถใช้เสียบ USB แฟลชไดรฟ์หรือไดรฟ์ภายนอกได้ พีซีใหม่บางรุ่นจะมี USB พอร์ตแบบ 3.0 ซึ่งสามารถถ่ายโอนข้อมูลได้เร็วกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่า แม้ว่าคุณสามารถใช้ USB 2.0 แฟลชไดรฟ์กับ USB พอร์ต 3.0 ได้ (ที่ระดับความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลของ USB) แต่คุณจะไม่สามารถใช้ USB 3.0 แฟลชไดรฟ์กับ USB พอร์ต 2.0 ได้ สอบถามผู้ผลิตพีซีของคุณว่า USB พอร์ตแบบใดที่พีซีของคุณรองรับ

  • ดีวีดีและซีดี ถ้าพีซีของคุณมีซีดีไดรฟ์ ดีวีดีไดรฟ์ หรือบลูเรย์ดิสก์ไดรฟ์ที่อ่านและเขียนดิสก์เปล่าได้ คุณสามารถใช้ไดรฟ์ดังกล่าวจัดเก็บข้อมูลได้เหมือนกับ SD หรือ USB แฟลชไดรฟ์ วิธีการมีดังนี้ เมื่อคุณใส่แผ่นดิสก์เปล่าในพีซี ให้เลือก เหมือนกับ USB แฟลชไดรฟ์ จากรายการตัวเลือก

  • ที่เก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์โดยใช้ OneDrive Windows มาพร้อมกับแอป OneDrive ที่ช่วยให้คุณมีที่เก็บข้อมูลฟรีบน OneDrive ในระบบคลาวด์ หรือบางครั้งเรียกว่าพื้นที่จัดเก็บแบบออนไลน์ คุณสามารถบันทึกแฟ้มไปยัง OneDrive และใช้แฟ้มเหล่านั้นได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์ (OneDrive.com) ด้วยแอปสำหรับ Windows 8.1 และ Windows RT 8.1 ด้วยเดสก์ท็อปแอปสำหรับพีซีหรือ Mac และด้วยแอปสำหรับอุปกรณ์มือถือของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้ดูที่ การเริ่มต้นใช้งาน OneDrive

    เมื่อต้องการดูว่ามีที่เก็บข้อมูลอยู่เท่าใด รวมทั้งเพิ่มที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติม ให้ปัดนิ้วเข้ามาจากขอบขวาของหน้าจอ (หรือถ้าคุณใช้เมาส์ ให้ชี้ไปที่มุมล่างขวาของหน้าจอ) แตะหรือคลิก การตั้งค่า แตะหรือคลิก เปลี่ยนการตั้งค่าพีซี แล้วแตะหรือคลิก OneDrive นอกจากนี้ คุณยังสามารถไปที่ จัดการพื้นที่จัดเก็บ บนเว็บไซต์ OneDrive ได้ด้วย

ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่